10 หูฟัง in ear ยี่ห้อไหนดี ในปี 2026

หูฟังไร้สาย หรือ หูฟังบลูทูธ จึงตอบโจทย์มาก ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เคลื่อนไหวสะดวก ไม่มีสายระโยงระยางกวนใจอีกต่อไป พกพาง่าย ขนาดเล็ก ทันสมัย ไม่ว่าใช้ฟังเพลง หูฟังสำหรับเล่นเกมส์ ดูหนัง หรือคุยโทรศัพท์ ก็สะดวก เป็นที่นิยมมากในหมู่คนรักการออกกำลังกาย เพราะสะดวกอย่างมาก ไม่ว่าจะวิ่ง คาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง จะไม่มีสายมากวนใจ หูฟังที่มีสาย แถมมากับมือถือ อาจทำให้ไม่สะดวก ถ้าได้ลองเปลี่ยนมาใช้แบบไร้สาย แล้วจะลืมแบบมีสายไปเลย และหากคุณกำลังมองหา หูฟังไร้สาย อินเอียร์ อยู่ล่ะก็ หูฟัง ในท้องตลาดมีราคาที่แตกต่างกันหลายระดับจากผู้ผลิตมากมาย ใครที่สงสัยว่าควรซื้อ หูฟัง ยี่ห้อไหนดี ลองอ่าน 10 อันดับ หูฟัง in ear ที่เราอยากแนะนำให้คุณ ได้เลือกใช้กัน
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยอิสระ ทีมงานเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและจัดลำดับสินค้าตามคุณภาพและความคุ้มค่า มิได้มีการเรียกรับผลประโยชน์จากแบรนด์เพื่อกำหนดอันดับ กรณีที่ผู้อ่านสั่งซื้อผ่านลิงก์ที่ปรากฏ เว็บไซต์อาจได้รับค่าตอบแทนการแนะนำดังกล่าว โดยไม่ส่งผลต่อราคาสินค้า
ทำไม หูฟังไวล์เลส จึงเป็นที่นิยม
หูฟัง True Wireless เป็นหูฟัง ที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความง่ายในการใช้ชีวิต เนื่องจากการไร้สายของหูฟัง ทำให้เวลาเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่มีสายมาให้เกะกะให้รำคาญใจ พกพาง่ายสะดวกเพียงแค่เก็บตัวหูฟังในกล่องหูฟังแล้วพกไปทั้งกล่อง ส่วนตัวหูฟังแบบมีสายเสียบที่มือถือ อาจเกิดเหตุการณ์สายหูฟังโดนเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นมือ กระเป๋า หรือสิ่งอื่น ๆ ภายนอกมาเกี่ยวพันกับสายหูฟัง ทำให้หูฟังหลุด หรือมีโอกาสทำให้มือถือตก เกิดความเสียหายได้
การใส่ หูฟังไร้สาย ทำให้สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกไปพร้อมกันกับการฟังเพลงไปด้วยได้ เช่น การทำความสะอาดบ้าน ออกกำลังกาย จอกกิ้ง เดินเล่นกับสัตว์เลี้ยง ทำอาหาร เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องพกมือถือติดตามตัว และไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนคนอื่น เหมือนการเปิดลำโพง ส่วนเรื่องคุณภาพของเสียง โดยทางทฤษฎีหูฟังแบบมีสายเสียบกับมือถือ จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบบไร้สาย แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า หูฟัง Wireless ได้พัฒนาไปมาก คุณภาพของเสียงไม่แพ้แบบมีสายแน่นอน
10 หูฟัง in ear ยี่ห้อไหนดี ในปี 2026
- Bose Quietcomfort Ultra Earbuds
- Sony WF-1000XM6
- Apple Airpods Pro 3
- Sennheiser MOMENTUM True Wireless 4
- Samsung Galaxy Buds4 Pro
- JBL Live Flex 3
- MARSHALL MOTIF II
- Beats Studio Buds
- KZ ZST
- JBL Quantum 50
Preview |
1 |
2 |
3 |
4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
ยี่ห้อ/รุ่น | Bose Quietcomfort Ultra Earbuds | Sony WF-1000XM6 | Apple AirPods Pro 3 | Sennheiser MOMENTUM True Wireless 4 | Samsung Galaxy Buds4 Pro | JBL Live Flex 3 | MARSHALL MOTIF II | Beats Studio Buds | KZ ZST | JBL Quantum 50 |
ประเภทหูฟัง | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear | In-Ear |
ระยะใช้งาน | ต่อเนื่อง 6 ชม. | ต่อเนื่อง 24 ชม. | สูงสุด 8 ชั่วโมง (เปิดตัดเสียงรบกวน) | สูงสุด 30 ชม. (หูฟัง 7.5 ชม. + เคส 22.5 ชม.) | - | สูงสุด 50 ชม. | ใช้งานได้สูงสุด 30 ชั่วโมง (รวมเคสชาร์จ) | - | - | - |
การตัดเสียงรบกวน | มี | มี | มี | มี | มี | - | มี | มี | - | - |
ลิงค์สินค้า |

1. Bose Quietcomfort Ultra Earbuds

★★★★★
หูฟัง In ear พร้อมการออกแบบสุดล้ำสมัย ที่มาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานระดับสูงในทุกส่วน
| ยี่ห้อ/รุ่น | Bose Quietcomfort Ultra Earbuds |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| กันน้ำ | – |
| ระยะใช้งาน | ต่อเนื่อง 6 ชม. |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
รุ่นแรกเป็นตัวเลือกของสินค้า ที่มีส่วนประกอบที่น่าสนใจมากมาย เริ่มตั้งแต่เรื่องของดีไซน์การออกแบบ ที่เน้นความหรูหราและล้ำสมัยบริเวณภายนอกของตัวสินค้า ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตัวเคสหรือแม้แต่ตัวหูฟัง ไปจนถึงเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งาน
และการปรับเปลี่ยนความหลากหลาย ที่ค่อนข้างทำให้เข้ากับแต่ละคนได้อย่างยืดหยุ่น จากการใช้งานหน่วยประมวลผลเสียงประสิทธิภาพสูง ที่ให้เราสามารถตั้งค่าการแสดงผลได้อย่างอิสระ ไปจนถึงเรื่องของการแถมจุกหูฟังมาอย่างหลากหลาย และการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ มาให้ปรับแต่งได้อย่างอิสระก็ตาม
2. Sony WF-1000XM6

★★★★★
ระบบตัดเสียงรบกวน ที่พัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ลดเสียงรบกวนเพิ่มขึ้น 25%
| ยี่ห้อ/รุ่น | Sony WF-1000XM6 |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| กันน้ำ | – |
| ระยะใช้งาน | ต่อเนื่อง 24 ชม. |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
| ประกัน | – |
Sony WF-1000XM6 หูฟังอินเอียร์ไร้สาย ที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling) ทำงานร่วมกันระหว่างไมโครโฟนที่ควบคุม ด้วยชิปประมวลผลและอัลกอริทึมตัดเสียงรบกวนแบบปรับอัตโนมัติ ที่ปรับการตัดเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเดินทางหรือในร้านกาแฟ จึงช่วยลดเสียงรบกวนเพื่อให้การฟังเพลงคมชัดและโฟกัสได้ดีขึ้น
รุ่นนี้ให้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนที่พัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า WF-1000XM5 โดยลดเสียงรบกวนได้เพิ่มขึ้นอีก 25% รองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ ใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์อื่นๆ

3. Apple Airpods Pro 3

★★★★★
พร้อมเคสชาร์จ MagSafe (USB-C) ระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ เสียงคมชัด ใส่กระชับ
| ยี่ห้อ/รุ่น | Apple AirPods Pro 3 |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | สูงสุด 8 ชั่วโมง (เปิดตัดเสียงรบกวน) |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
Apple AirPods Pro 3 หูฟังอินเอียร์ไร้สาย ที่มาพร้อมชิป Apple H2 และชิป Apple U2 ในเคสชาร์จ MagSafe (USB-C) ระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟที่ลดเสียงรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีขึ้นสูงสุด 2 เท่าเมื่อเทียบกับ AirPods Pro 2 มาพร้อมสถาปัตยกรรมเสียงอะคูสติกใหม่ ให้เสียงเบส รายละเอียดเครื่องดนตรี และเสียงร้องที่คมชัด ออกแบบจุกหูฟังซิลิโคนใหม่มาใน 5 ขนาด (XXS, XS, S, M, L) เพื่อความแน่นกระชับ
จุดเด่นของรุ่นนี้คือ การตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจที่มาพร้อมเครื่อง ช่วยติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและแคลอรีที่เผาผลาญ ครอบคลุมการออกกำลังกายสูงสุด 50 ประเภท เมื่อใช้ร่วมกับ iPhone แบตเตอรี่ฟังได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จเมื่อเปิดใช้งาน การตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติการลดเสียงดังที่ช่วยลดเสียงไซเรนหรือเสียงก่อสร้างโดยอัตโนมัติ EQ แบบปรับได้เองที่ปรับโทนเสียงตามรูปทรงหู และการสลับอุปกรณ์ Apple อัตโนมัติ
4. Sennheiser MOMENTUM True Wireless 4

★★★★★
หูฟัง In ear ปรับแต่งเสียงผ่านแอป Sennheiser Smart Control
| ยี่ห้อ/รุ่น | Sennheiser MOMENTUM True Wireless 4 |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | สูงสุด 30 ชม. (หูฟัง 7.5 ชม. + เคส 22.5 ชม.) |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
Sennheiser MOMENTUM True Wireless 4 หูฟังอินเอียร์ไร้สาย ที่ให้เสียงคุณภาพตามมาตรฐานจากแบรนด์ Sennheiser มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 7mm (TrueResponse Dynamic Transducer) รองรับระบบ Auracast และ LE Audio ผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์ ใช้งานร่วมกับ codecs ล่าสุดบน Bluetooth 5.4 รองรับ Lossless Audio ที่ส่งผ่านเสียงแบบบิตต่อบิต พร้อมระบบ Adaptive Noise Cancellation (ANC) ที่ตัดเสียงรบกวนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ และ Transparency Mode ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงภายนอกโดยไม่ต้องถอดหูฟัง
สามารถปรับแต่งการฟังได้หลากหลายผ่านแอปพลิเคชัน Sennheiser Smart Control ทั้ง 5-band equalizer การปรับค่า Sound Zones และ Sound Check ใช้งานได้สูงสุด 30 ชั่วโมง (จากหูฟัง 7.5 ชั่วโมง และจากเคสชาร์จอีก 22.5 ชั่วโมง) กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ชาร์จผ่าน USB Type-C ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ภายในกล่องประกอบด้วยหูฟัง เคสชาร์จ สาย USB Type-C และชุดจุกหูฟัง 4 ขนาด (XS/S/M/L)
5. Samsung Galaxy Buds4 Pro

★★★★★
หูฟัง In Ear จากแบรนด์ Samsung พร้อมความหรูหราพรีเมี่ยมในการออกแบบ และองค์ประกอบของการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ
| ยี่ห้อ/รุ่น | Samsung Galaxy Buds4 Pro |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | – |
| การตัดเสียงรบกวน | ระบบตัดเสียงรบกวนขณะโทร |
Samsung Galaxy Buds4 Pro หูฟังอินเอียร์ไร้สาย ที่มาพร้อมลำโพง 2 ทิศทาง ให้เสียงเบสที่ลุ่มลึกและเสียงสูงที่คมชัด รองรับเสียงคุณภาพสูงที่ช่วยให้ได้ยินรายละเอียดของเพลงได้ชัดเจนขึ้น ตัวเครื่องออกแบบด้วยวัสดุโลหะอะลูมิเนียม รูปทรงที่ออกแบบให้กระชับกับหูและสวมใส่สบายตลอดวัน
ด้านการโทรมีระบบช่วยตัดเสียงรบกวน ทำให้บันทึกเสียงพูดได้ชัดเจนแม้อยู่ในที่ที่มีเสียงดัง เคสชาร์จออกแบบรูปทรงเรียบสวย รองรับการชาร์จแบบไร้สาย พกพาสะดวก มีให้เลือกหลายสีที่เข้ากับการแต่งตัวได้หลายสไตล์
6. JBL Live Flex 3

★★★★★
ควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัส ไดร์เวอร์ 12 มม. ใช้งานได้สูงสุด 50 ชม.
| ยี่ห้อ/รุ่น | JBL Live Flex 3 |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | สูงสุด 50 ชม. |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
JBL Live Flex 3 มีจุดเด่นด้านการควบคุมการใช้งานที่สะดวกอย่างมาก เพราะมาพร้อม Smart Charging Case ที่สามารถควบคุมหูฟังได้ผ่านหน้าจอสัมผัสบนเคสโดยตรง ทำให้การปรับตั้งค่าต่างๆ ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งผลให้ในการใช้งานจริงเราจึงได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
สำหรับในส่วนของจุดเด่นด้านเสียง รุ่นนี้จะเน้นไปที่การให้เสียงสไตล์ JBL Signature Sound ระดับ Hi-Res Audio ด้วยไดนามิกไดร์เวอร์ขนาด 12 มม. ที่ปรับแต่งให้เสียงเบสนุ่มลึก เสียงกลางสมดุล และความถี่สูงคมชัด พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้างตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ที่สำคัญยังมาพร้อมคุณสมบัติการใช้งานต่อเนื่อง ที่สามารถรองรับการใช้งานได้สูงสุดถึง 50 ชั่วโมงด้วยในเวลาเดียวกัน
7. MARSHALL MOTIF II

★★★★★
หูฟัง MARSHALL แบบ In Ear รองรับ LE Audio ใช้งานได้สูงสุด 30 ชม.
| ยี่ห้อ/รุ่น | MARSHALL MOTIF II |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | ใช้งานได้สูงสุด 30 ชั่วโมง (รวมเคสชาร์จ) |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
หูฟังอินเอียร์ไร้สาย Marshall Motif II A.N.C.ที่ให้คุณพกพาเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Marshall ไปได้ทุกที่ มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancelling) ที่ช่วยให้เลือกรับฟังเฉพาะเสียงที่ต้องการ และสามารถปรับแต่งเพลย์ลิสต์ผ่านแอปพลิเคชัน Marshall
เพื่อการฟังเพลงที่ไม่มีสิ่งรบกวน รองรับมาตรฐาน Bluetooth LE Audio เพื่อการเชื่อมต่อที่เสถียร
ด้านการใช้งาน หูฟังเล่นได้ยาวนานถึง 6 ชั่วโมงติดต่อกัน และเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จจะใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมง แม้เปิดโหมดตัดเสียงรบกวน รองรับโหมดควิกชาร์จที่เพิ่มเวลาฟังเพลงได้อีก 1 ชั่วโมงเพียงชาร์จไฟ 15 นาที นอกจากนี้ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยระบบรักษาคุณภาพแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้น
8. Beats Studio Buds

★★★★★
หูฟัง Beats พร้อมการออกแบบดีไซน์ ที่ทันสมัยและคุณสมบัติสุดน่าสนใจ ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกสีที่โดดเด่น
| ยี่ห้อ/รุ่น | Beats Studio Buds |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | – |
| การตัดเสียงรบกวน | มี |
Beats Studio Buds เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกของหูฟัง In Ear ที่เน้นการออกแบบภายนอกที่ทันสมัย และทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งายังสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ในขณะที่ส่วนของหูฟังก็ยังถูกทำออกมาให้มีความกระชับ ส่งผลให้สามารถสวมใส่เพื่อฟังเพลง
หรือสื่อสารกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย ส่วนสิ่งที่น่าสนใจในด้านของการเลือกซื้อ จะมาจากการที่มีสีที่น่าสนใจให้เราสามารถเลือกซื้อได้มากถึง 6 รูปแบบ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติและฟังก์ชันสำหรับเสริมการใช้งาน ที่มีความน่าสนใจถูกติดตั้งมาให้อีกไม่น้อยภายในตัวด้วยเช่นกัน
9. KZ ZST

★★★★★
หูฟัง อินเอียร์ 2 ไดรเวอร์ ในตัวแบบไฮบริด ถอดเปลี่ยนสายเพื่ออัพเกรดได้ ให้เสียงชัดใสและเบสที่หนักแน่น
| ยี่ห้อ/รุ่น | KZ ZST |
| ประเภทหูฟัง | – |
| ระยะใช้งาน | – |
| การตัดเสียงรบกวน | – |
ตัวหูฟัง KZ ZST ราคาอยู่ในระดับที่เรียกว่า กระเป๋าเงินรักเลย พอนำมาเทียบกับคุณภาพเสียงที่ได้รับแล้ว บอกได้เลยว่าเหมาะกับทุกคน เพราะว่าไม่ว่าใครก็สามารถจับจองเจ้าหูฟังเกินราคาตัวนี้มาเป็นเจ้าของได้ทั้งสิ้น
เท่านั้นยังไม่พอ ZST ยังตอบโจทย์ด้วยการมีไมค์สำหรับใช้รับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย ช่วยให้ไม่เสียอรรถรสเวลาเสียบหูฟังแล้วต้องถอดออกเพื่อรับสายโทรศัพท์ใดๆ ดังนั้นใครที่มองหาหูฟังที่ให้คุณภาพเทียบเท่าหูฟังราคาหลัก 2 พันขึ้นไป แต่มาในราคาไม่ถึงพัน ถอดเปลี่ยนสายได้ พร้อมไมค์ในตัวแล้วละก็ KZ ZST with Mic ตัวนี้จะต้องอยู่ในตัวเลือกแรกอย่างแน่นอน
10. JBL Quantum 50

★★★★★
หูฟังไร้สายสำหรับการเล่มเกม ที่สามารถสร้างเสียงในการใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการปรับแต่งจากทาง JBL
| ยี่ห้อ/รุ่น | JBL Quantum 50 |
| ประเภทหูฟัง | In-Ear |
| ระยะใช้งาน | – |
| การตัดเสียงรบกวน | – |
หูฟัง จาก JBL ที่ถูกออกแบบมาพร้อมจุกหูฟังแบบ In Ear และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม สำหรับคนที่ต้องการสวมใส่เพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยที่รุ่นนี้จะมีความแตกต่างออกมาจากรุ่นอื่น ๆ ด้วยการเป็นหูฟังแบบมีสาย ที่จะส่งผลให้คุณสามารถเชื่อมต่อผ่านช่อง Jack 3.5 มิลลิเมตร
และใช้งานได้ในทันทีโดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ รวมไปถึงในการใช้งานคุณก็ยังจะสามารถปรับแต่งเสียง และเสริมการเล่นเกมให้ได้รับอรรถรสที่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่เน้นการเลือกซื้อหูฟังสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ รุ่นนี้ก็จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีแน่นอน
วิธีการเลือกซื้อหูฟัง
ปริมาณของแบตเตอรี่
หูฟังแบบไร้สาย จะมีเคสสำหรับเก็บหูฟังที่สามารถชาร์จพลังงานได้ด้วย เป็นเหมือน Power Bank ของตัวหูฟังนั้นเอง เพียงแค่ใส่หูฟังลงไปในเคส เท่านี้ก็ถือว่าได้ชาร์จไฟให้กับตัวหูฟังแล้ว โดยที่เคสส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟได้นาน 10-20 ชั่วโมง แล้วแต่แบรนด์
ดังนั้น ถ้าพกหูฟังและเคสไปพร้อมกัน จะสามารถฟังเพลงได้นานถึงเกือบ ๆ วันหรือมากกว่า 1 วัน โดยทั่วไปแล้วปริมาณแบตเตอรี่ของหูฟังแบบไร้สายของทุกแบรนด์นั้นก็ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้งานหูฟังแบบหนักหน่วง ให้เลือกหูฟังของแบรนด์ที่มีค่าปริมาณแบตเตอรี่ที่มากแล้วสามารถทำงานได้หลายชั่วโมง
คุณภาพของเสียง
แน่นอนว่า หากตัดสินใจซื้อหูฟังมาก็ย่อมต้องการคุณภาพเสียงที่ดี คุณภาพเสียงของหูฟังจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
- การเชื่อมต่อ Bluetooth
Bluetooth เวอร์ชันสูง ๆ จะทำการเชื่อมสัญญาณได้ดีกว่าเวอร์ชันต่ำ ๆ ถ้าเคยฟังเพลงแล้วเสียงขาดหาย อาจเป็นเพราะการเชื่อมต่อไม่ดี แต่ในปัจจุบันทางผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 กันแล้ว โอกาสเสียงเพลงติด ๆ ดับ ๆ ก็มีโอกาสเกิดได้น้อยลง - ค่าโอนถ่ายปริมาณข้อมูลเสียงไปมาระหว่างกันต่อวินาที หรือที่เรียกกันว่า Bit-rate มีหน่วยวัดเป็น kbps หรือ mbps
การที่ Bit-rate มากย่อมแสดงว่าสามารถโอนถ่ายข้อมูลปริมาณเสียงได้มาก ทำให้ส่งถ่ายข้อมูลเสียงได้ครบระหว่างหูฟังและมือถือ ถ้าเสียงมาไม่ครบจะเกิดอาการที่เขาชอบเรียกกันว่า เพลงติด ๆ ดับ ๆ ครับ โดยที่การเชื่อมต่อสัญญาณนี้ จะเรียกกันว่า Bluetooth Codec ซึ่งจะมี 5 แบบด้วยกัน นั้นก็คือ SBC, AAC, aptX, aptX HD และ LDAC หูฟังและมือถือของแต่ละแบรนด์ก็จะสนับสนุนตัว Bluetooth Codec แตกต่างกันไป เช่น หูฟัง Sony WF-1000XM3 จะสนับสนุนเสียงแบบ SBC และ AAC เป็นต้น
สำหรับแบบ SBC เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ที่ไม่ต้องการความพิเศษอะไรมาก คุณภาพเสียงตามมาตรฐาน
ส่วนแบบ AAC การเชื่อมต่อแบบนี้มี Bit-rate ที่ 250 kbps คุณภาพเสียงคล้าย ๆ กับระบบ MP3
aptX และ aptX HD สองตัวนี้จะคล้ายกัน แต่ aptX HD จะเป็นตัวที่พัฒนามาจาก aptX ให้ค่า Bit-rate ที่ดีกว่า ทำให้คุณภาพเสียงและการเชื่อมต่อที่ดีกว่า และตัว aptX HD นี่เอง เป็นแบบที่ทางทีมงานแนะนำให้ทุกคนเลือกซื้อมากที่สุด เพื่อการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเสียงที่ดี
สุดท้ายแบบ LDAC ตัวนี้ คุณภาพเสียงดีกว่าสี่แบบแรก และถึงหาได้ ราคาของหูฟังก็จะแพงมาก อาจไม่เหมาะกับการใช้ทั่วไป เหมาะกับมืออาชีพมากกว่าเนื่องด้วยระบบเสียงและราคาที่ค่อนข้างสูง
การตอบสนองความถี่ หรือ Frequency Response
- มีระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ยิ่งมือใหม่ด้วยแล้วโหมดนี้มีความสำคัญอย่างมาก ระบบสั่นที่แนะนำคือระบบสั่นแบบ 5 แกน (5-Axis)ภาพที่ได้จะคมชัดเหมือนจริง ไม่สั่น ไม่เบลอ คมชัด
- เลือกกล้องที่โหมดภาพอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ดีเหมือนช่างภาพมืออาชีพถ่าย โหมดนี้มีความสำคัญเช่นกันโดยเฉพาะมือใหม่หัดถ่าย คุณจะไม่ต้องเสียเวลาเพียงแค่กดชัตเตอร์ก็ได้ภาพถ่ายที่สวยงาม สะดวก รวดเร็ว โหมด Portrait สำหรับถ่ายคน Scenery สำหรับถ่ายวิว โหมดหน้าเนียนที่ขาดไม่ได้สำหรับสายเซลฟี่ และโหมดต่างๆอีกมากมายก็เลือกแบบที่ชอบได้เลยคะ
เลือกกล้องที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างได้ง่าย
โดยส่วนใหญ่ Wireless แบบไร้สายจะระบุไว้เลยว่า สามารถปล่อยความถี่ได้ที่ 20-20,000 Hz ซึ่งถือว่าครบถ้วนแล้ว แต่ก็จะมีหูฟังบางรุ่น อาจจะระบุว่า สามารถทำความถี่ได้มากกว่าช่วงนี้ เช่น 20-40,000 Hz อาจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเกินไป ถือว่าไม่จำเป็นเลย และถ้าอยากได้เสียงเบสที่ลงลึก ให้เลือกหูฟังที่ตัวเลขทางซ้ายมือน้อย ๆ เลือกที่ค่าเริ่มต้นประมาณ 60-150 Hz จะดีที่สุด
Driver ของ หูฟัง
Driver คือ ชิ้นส่วนที่สำคัญมากที่สุดในหูฟัง ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นเสียงที่พวกเราได้ยิน ได้ฟังกัน มีส่วนประกอบหลักคือ แม่เหล็ก, คอยน์เสียง, และไดอะแฟรม และส่วนประกอบอื่น ๆ
- ขนาดของ Driver
ขนาดของ Driver จะส่งผลต่อความดังของเสียง โดยที่ขนาดยิ่งใหญ่ ก็ให้เสียงดังได้มาก และเนื่องจากขนาดใหญ่นี่เอง ตัวไดอะแฟรมก็จะมีขนาดใหญ่ด้วย ส่งผลให้เสียงเบสมีความคมชัดมากกว่าขนาดเล็ก แต่ในด้านเสียงสูงกลับให้เสียงได้ไม่ดีเท่าไรนัก - จำนวนของ Driver
โดยทั่วไปหูฟังที่มีขนาดใหญ่ เช่น Headphone จะมีจำนวน Driver ที่ 4 หน่วย ในขณะที่หูฟังขนาดเล็กอาจจะมีแค่ 1-2 หน่วยเท่านั้น โดยที่หูฟังที่มี Driver จำนวนแค่ 1 หน่วย จะมีข้อจำกัดในการขับเสียงออกมา เสียงอาจจะคุณภาพไม่ดีพอ หรือไม่มีมิติมากพอ - ประเภทของ Driver
Driver มีหลายแบบ และส่วนใหญ่หูฟังไร้สาย จะมี Driver แบบ Dynamic เท่านั้น ซึ่งเป็นประเภทแบบพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในอุปกรณ์การกำเนิดเสียง ให้เสียงได้ในระดับมาตรฐาน
เลือกหูฟังแบบ In-ear Earbud หรือแบบ Classic Earbud ดี?
หูฟัง Wireless แบบไร้สายนั้น หลัก ๆ จะมีหูแค่สองประเภทเท่านั้น คือ แบบ In-ear และ แบบ Classic โดยที่แบบ In-ear จะเป็นหูฟังที่ยัดลงเข้าไปในรูหู จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า กันเสียงรบกวนภายนอกได้มากกว่า มีสมาธิมากกว่าเวลาฟังเพลงหรือออกกำลังกาย
แต่ หูแบบ In-ear อาจจะทำให้เจ็บที่รูหูเวลายัดใส่เข้ารูหู และเวลาใส่ไปนาน ๆ อาจมีอาการปวดเกิดขึ้นได้เช่นกัน อีกแบบคือแบบ Classic จะเป็นแบบห้อยวางไว้ตรงหูพอดี ไม่ได้ใส่เข้าไปในรูหูเหมือนแบบ in-ear ข้อดีคือ ไม่เจ็บหู ใส่ไปนาน ๆ แล้วสบายหูกว่า แต่อาจจะได้ยินเสียงรบกวนภายนอกมากกว่า และคุณภาพเสียงไม่เท่าอินเอียร์
เลือกจากคุณสมบัติของหูฟัง
คุณสมบัติของตัวหูฟังเองก็เป็นอีกส่วนที่ควรดูก่อนทำการซื้อ โดยดูที่ว่าตัวหูฟังมีคุณสมบัติและทำอะไรได้บ้าง เช่น การกันน้ำ โดยที่การกันน้ำของหูฟัง จะระบุเป็นค่า IPX โดยเริ่มตั้งแต่ค่า 0 ไปจนถึง 8 โดยที่ค่ายิ่งมากยิ่งสามารถกันน้ำได้ดี
ถ้าคุณเป็นคนชอบออกกำลังกายและชอบฟังเพลงไปด้วย ควรเลือกหูฟังที่มีค่า IPX ที่ 4 หรือ 5 ขึ้นไป เพราะแค่ระดับนี้ก็สามารถกันเหงื่อและกันละอองฝนได้ดีมากแล้ว หูฟังบ้างแบรนด์สามารถกดรับสาย โทรออก ปรับลดเพิ่มเสียง เล่นเพลงเลื่อนไปข้างหน้าหรือย้อนหลัง ได้เลยโดยตรงที่หูฟัง ซึ่งช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น
เลือกหูฟังจากการออกแบบสวยงาม
สิ่งของถูกออกแบบเพื่อความสวยงามและน่ามองแล้ว ยังสามารถสร้างเอกลักษณ์ตัวตนของผู้ใช้ได้ด้วย ขึ้นกับ
รสนิยมของแต่ละคนเช่นกัน ดังนั้น นอกจากเลือกซื้อเพื่อมีระบบฟังก์ชั่นที่สะดวกแล้ว อย่าลืม เลือกซื้อหูฟังที่ดีไซน์เก๋ ไม่ซ้ำใคร หรือตามสไตล์ที่เราชอบด้วย
เลือกหูฟังจากความสบายเมื่อสวมใส่
หูฟังสายมีมาตรฐานการออกแบบเหมือนกันทั้งสิ้น แต่เราไม่ได้ถูกออกแบบมาเหมือนกัน ทั้งใบหน้า
ผู้ผลิตต่างพยายามสร้างสินค้าให้ตรงกับโครงหน้ามนุษย์มากขึ้น และคงไม่มีใครชอบที่จะสวมใส่สินค้าที่ไม่เหมาะกับใบหน้า และอาจทำให้ระคายเคือง ราต้องการความสบาย ดังนั้น ทดลองสวมใส่หูฟังก่อน ไม่ควรเลือกซื้อกรณีสวมใส่รู้สึกเจ็บและอึดอัด
เลือกหูฟังจากการรับประกัน
สินค้าไอที ต้องมีประกันที่ สามารถส่งช่อมได้ หูฟังบลูทูธเป็นสินค้าถ้าเกิดชํารุดเราควรส่งของช่อมบํารุง บางครั้งอาจมีค่าบริการที่แพงแทบหูฉีก บางยี่ห้อไม่สามารถซ่อมได้ นั้นแหละแหตุผลการมีประกันจึงสําคัญอย่างมาก สินค้าพวกนี้ต้องมีประกัน 6 เดือน – 2 ปี เลยทีเดียว ทำให้ไม่เสียเงินเกินจำเป็น
บทสรุป
สำหรับ หูฟัง in ear และ หูฟังบลูทูธ ที่เรานำมาเสนอวันนี้มีหลากหลายสเปคและราคาให้ได้เลือกใช้ อย่าลืมว่าการเลือกซื้อหูฟังสักอันต้องคำนึงถึงการใช้งานและประกัน นอกจากนี้งบประมาณในกระเป๋าก็สำคัญเอามาก ๆ จากรีวิวที่เรานำมาเพื่อนอาจได้สินค้าในใจกันแล้ว ไม่ว่าจะส่ดูหนัง ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย หูฟังไวเลสนี่ตอบโจทย์มากๆเลยทีเดียว



