10 หูฟัง JBL รุ่นไหนดี ปี 2026

หูฟัง-jblหากกล่าวถึงลำโพงและหูฟัง ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หลายคนคงจะคุ้นเคยกันกับยี่ห้อ JBL ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมทั้งลำโพงบลูทูธ และหูฟังที่ได้มาตรฐาน ทั้งคุณภาพของเสียงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการดีไซน์ลำโพงและหูฟังได้สวยงาม เรียบง่าย และดูทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่ ซึ่งหูฟัง JBL นั้นมีให้เลือกหลายรุ่นหลายสี หลายแบบ และหากคุณกำลังมองหาหูฟังอันใหม่ วันนี้เรามีหูฟังจาก JBL มาให้เลือกซื้อกันหลายรุ่นด้วยกัน รับรองว่าถูกใจอย่างแน่นอน

หูฟัง JBL ประเภทต่างๆ

หูฟัง JBL มีหลายประเภทและแต่ละประเภทก็มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของผู้ใช้ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของหูฟัง JBL ได้ดังต่อไปนี้

  1. Headphones
    Headphones เป็นหูฟังแบบ Over-ear ที่สวมแล้วสบายหูมากที่สุด ใช้งานง่ายเพียงคาดที่ศีรษะ มีตัวครอบที่หูขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นถ้วยหุ้มด้วยฟองน้ำ (Earcups) นุ่มสบายหู ตัวหูฟังมีขนาดใหญ่และไม่สะดวกต่อการพกพา หรือการใส่ระหว่างการออกกำลังกาย
  2. Earbuds
    Earbuds เป็นหูฟังแบบแปะหู มีขนาดเล็กมากพกพาได้ง่ายแต่กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมมากในปัจจุบันการสวมใส่โดยนำหูฟังทั้งสองข้างแนบไว้หน้ารูหู เหมาะกับคนที่ไม่ชอบหูฟังแบบ In-Ear ที่สอดเข้าไปในรูหู
  3. In-Ear
    หูฟังแบบ In-Ear เป็นหูฟังแบบอุดเข้าไปในรูหู ลักษณะคล้ายกับหูฟังแบบ Earbuds แต่ส่วนช่องลำโพงจะมีขนาดเล็กกว่า เพื่อสอดเข้าไปในหูโดยตรง พกพาง่าย รายละเอียดเสียงดี เสียงไม่เล็ดออกบริเวณด้านข้าง บางคนอาจไม่ชอบหูฟังสไตล์นี้เพราะเมื่อฟังไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการล้าหู แนะนำให้เลือกจุกหูฟังที่เหมาะสมกับขนาดรูหูจะสามารถช่วยได้
    อย่างไรก็ตามเราสามารถแบ่งหูฟังตามลักษณะการเชื่อมต่อได้อีก 3 ลักษณะคือ แบบมีสาย เป็นการเชื่อมต่อหูฟังผ่านพอร์ตหูฟัง 3.5 mm หรือพอร์ต USB แบบไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อหูผ่าน Bluetooth หรือ Wi-Fi และแบบ Hybrid สามารถใช้ได้ทั้งการเชื่อมต่อแบบมีสายและไร้สาย

บทความนี้จัดทำขึ้นโดยอิสระ ทีมงานเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและจัดลำดับสินค้าตามคุณภาพและความคุ้มค่า มิได้มีการเรียกรับผลประโยชน์จากแบรนด์เพื่อกำหนดอันดับ กรณีที่ผู้อ่านสั่งซื้อผ่านลิงก์ที่ปรากฏ เว็บไซต์อาจได้รับค่าตอบแทนการแนะนำดังกล่าว โดยไม่ส่งผลต่อราคาสินค้า

10 หูฟัง JBL รุ่นไหนดี ปี 2026

  1. หูฟังบลูทูธ JBL Tour One M3
  2. หูฟังบลูทูธ JBL Tour Pro 3
  3. หูฟังบลูทูธ JBL Tour Pro 2
  4. JBL Live Beam 3
  5. JBL Tune 770 NC หูฟังบลูทูธแบบ Over Ear
  6. หูฟังบลูทูธ JBL Tune Beam 2
  7. JBL Tune Flex 2
  8. JBL Reflect Flow Pro
  9. JBL Wave Beam 2
  10. หูฟัง JBL TUNE 520C
Lazada end of season sale Uagist 20 2026

1. หูฟังบลูทูธ JBL Tour One M3

หูฟังบลูทูธแบบครอบหู พร้อมตัวส่งสัญญาณ JBL SMART TX
รองรับ Hi-Res Audio, ระบบตัดเสียงรบกวน และแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tour One M3
ประเภทหูฟังหูฟังบลูทูธแบบครอบหู

เริ่มต้นด้วย หูฟังแบบครอบหู ที่เหมาะกับผู้ใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งฟังเพลง ดูภาพยนตร์ เล่นเกม ประชุมออนไลน์ หรือพกใช้ระหว่างเดินทาง จุดที่แตกต่างจากทุกรุ่นในลิสต์นี้คือ JBL Smart TX ตัวส่งสัญญาณที่เชื่อมต่อแหล่งเสียงได้ทั้งผ่าน USB-C ช่อง 3.5 มม. และอุปกรณ์ที่รองรับ Auracast™ จึงต่อกับทีวี เครื่องเล่นเกม หรืออุปกรณ์บนเครื่องบินที่ไม่มี Bluetooth ได้ ตัวหูฟังใช้ไดรเวอร์ไมก้าโดม 40 มม. รองรับ Hi-Res Audio, LDAC และ JBL Spatial 360 Sound พร้อม Head Tracking

ด้านการตัดเสียงใช้ True Adaptive Noise Cancelling 2.0 กับไมโครโฟน 8 ตัว และการสนทนาใช้อีก 4 ตัวร่วมกับ Adaptive Beamforming แบตเตอรี่สูงสุด 70 ชั่วโมง หรือ 40 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC ชาร์จ 5 นาทีใช้ต่อได้ราว 5 ชั่วโมง รุ่นนี้เป็นตัวท็อปของลิสต์และราคาสูงสุดตามไปด้วย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องสลับใช้กับหลายแหล่งเสียงและอยากได้แบตอึด แต่ถ้าเน้นพกพาเบาๆ หรือใช้แค่กับมือถือเครื่องเดียว รุ่นครอบหูขนาดนี้และตัวส่งสัญญาณที่แถมมาอาจเกินความจำเป็น

จุดเด่น

  • หูฟังบลูทูธแบบครอบหู มาพร้อม JBL SMART TX, ระบบตัดเสียงรบกวน, Hi-Res Audio และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

2. หูฟังบลูทูธ JBL Tour Pro 3

หูฟังไร้สายพร้อม Smart Case จอทัชสกรีน รองรับ Spatial Sound, Hi-Res Audio และระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับได้

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tour Pro 3
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

ต่อมาคือ หูฟังไร้สาย แบบแยกข้าง สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมการใช้งานจากเคสโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบ่อย จุดเด่นคือ Smart Case ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัส และยังเชื่อมต่อแหล่งเสียงผ่าน USB-C หรือช่อง 3.5 มม. ได้ ทำหน้าที่คล้ายตัวส่งสัญญาณย่อส่วนเมื่อเทียบกับ Smart TX ของอันดับ 1 ตัวหูฟังใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 10.2 มม.

ร่วมกับ Balanced Armature รองรับ Hi-Res Audio และ JBL Original Pro Sound ซึ่งการมีไดรเวอร์สองแบบเป็นจุดที่รุ่นอื่นในลิสต์ไม่มี ระบบ True Adaptive Noise Cancelling ปรับการลดเสียงตามสภาพแวดล้อม ไมโครโฟน 6 ตัวรองรับการสนทนาและประชุมออนไลน์ แบตเตอรี่สูงสุด 11 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และ 7 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC รวมกับเคสได้สูงสุด 44 ชั่วโมง ในกล่องมีจุกหลายขนาดพร้อมจุกโฟมอีกชุด รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่อยากได้ฟีเจอร์เคสจอสัมผัสในแบบหูฟังแยกข้างที่พกง่ายกว่าแบบครอบหู แต่หากไม่ได้ใช้หน้าจอบนเคสจริงจัง อันดับ 3 ที่ฟีเจอร์ใกล้กันอาจคุ้มกว่า

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายแบบ True Wireless พร้อม Smart Case, True Adaptive Noise Cancelling, Spatial Sound, Hi-Res Audio และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 44 ชั่วโมง

3. หูฟังบลูทูธ JBL Tour Pro 2

หูฟังไร้สายพร้อม Smart Case สำหรับควบคุมการใช้งาน มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน, JBL Spatial Sound

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tour Pro 2
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

อีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับการฟังเพลง รับสาย ประชุมออนไลน์ หรือพกใช้ระหว่างเดินทาง โดยยังคงจุดเด่นเรื่อง Smart Case ที่ควบคุมฟังก์ชันบางส่วนได้โดยไม่ต้องตั้งค่าผ่านโทรศัพท์ทุกครั้ง ความต่างหลักจากอันดับ 2 คือรุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 10 มม. แบบเดี่ยว (ไม่มี Balanced Armature) และเป็นเจเนอเรชันก่อนหน้า จึงมักมีราคาย่อมเยากว่า พร้อม Legendary Pro Sound และรองรับ JBL Spatial Sound

ระบบ True Adaptive Noise Cancelling ทำงานร่วมกับ Smart Ambient สำหรับเปิดรับเสียงรอบตัว การสนทนาใช้ไมโครโฟน 6 ตัว แบตเตอรี่สูงสุด 10 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และ 6 ชั่วโมงเมื่อเปิด True Adaptive ANC รวมกับเคส 40 ชั่วโมง พร้อม Bluetooth 5.3, Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่อยากได้ประสบการณ์ Smart Case ในงบที่ประหยัดกว่าตัวล่าสุด แต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงจากไดรเวอร์คู่หรือแบตที่ยาวกว่า การขยับไปอันดับ 2 จะได้เปรียบ

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายแบบ True Wireless พร้อม Smart Case, True Adaptive Noise Cancelling, Smart Ambient, JBL Spatial Sound และแบตเตอรี่รวมเคสสูงสุด 40 ชั่วโมง
ShopeeMall campaign November 2025

4. JBL Live Beam 3

หูฟังไร้สายพร้อม Smart Charging Case หน้าจอสัมผัส รองรับ Hi-Res Audio, JBL Spatial Sound และระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับได้

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Live Beam 3
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

สำหรับผู้ที่ต้องการหูฟังแยกข้าง พร้อมเคสควบคุม แต่ไม่อยากจ่ายเท่าซีรีส์ Tour รุ่นนี้ใช้ Smart Charging Case ที่มีหน้าจอสัมผัสเช่นกัน ตัวหูฟังแต่ละข้างหนักประมาณ 5 กรัม พร้อมจุกสามขนาด จุดที่น่าสนใจคือได้เคสจอสัมผัสในระดับราคาที่มักต่ำกว่า Tour Pro ทำให้เป็นทางเลือกสายกลางระหว่างรุ่นเรือธงกับรุ่นเริ่มต้น

ภายในใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 10 มม. รองรับ Hi-Res Audio, JBL Signature Sound และ JBL Spatial Sound ระบบ True Adaptive Noise Cancelling ปรับตามสภาพแวดล้อมและลักษณะการสวมใส่ แบตเตอรี่สูงสุด 12 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และ 9 ชั่วโมงเมื่อใช้ True Adaptive ANC รวมกับเคสราว 48 ชั่วโมง ซึ่งแบตต่อรอบยาวกว่าซีรีส์ Tour เล็กน้อย รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่อยากได้เคสจอสัมผัสและแบตอึดในงบที่คุมได้ แต่หากต้องการชื่อซีรีส์ Tour หรือไดรเวอร์คู่ ต้องมองรุ่นที่สูงกว่า

จุดเด่น

  • มี Smart Charging Case พร้อมหน้าจอสัมผัสบนเคส

5. JBL Tune 770 NC หูฟังบลูทูธแบบ Over Ear

หูฟังบลูทูธแบบ Over Ear พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน รองรับ JBL Pure Bass, Multi-Point และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 70 ชั่วโมง

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tune 770 NC หูฟังบลูทูธแบบ Over Ear
ประเภทหูฟังหูฟังบลูทูธแบบ Over Ear

หากมองหา หูฟังครอบหู สำหรับใช้งานประจำวันในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าตัวท็อป Tune 770NC รองรับทั้งฟังเพลง ดูวิดีโอ ประชุมออนไลน์ และพกพา ตัวเครื่องหนักประมาณ 232 กรัม และพับเก็บได้ จึงประหยัดพื้นที่เมื่อต้องจัดเก็บหรือพกพา เทียบกับอันดับ 1 ที่เป็นครอบหูเหมือนกัน รุ่นนี้ตัดตัวส่งสัญญาณและฟีเจอร์ระดับสูงออกเพื่อคุมราคา

ด้านเสียงใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 40 มม. พร้อม JBL Pure Bass ระบบ Adaptive Noise Cancelling ช่วยลดเสียงรบกวน ขณะที่ Smart Ambient ใช้เปิดรับเสียงภายนอก รองรับ Bluetooth 5.3, Multi-Point และการโทรแฮนด์ฟรีพร้อม VoiceAware แบตเตอรี่สูงสุด 70 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และ 44 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC ชาร์จราว 2 ชั่วโมง รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่อยากได้หูฟังครอบหูแบตอึดไว้ทำงานและฟังเพลงในงบประหยัด แต่ถ้าต้องการ Hi-Res, LDAC หรือระบบตัดเสียงระดับสูง ต้องขยับไปตัวท็อป

จุดเด่น

  • ดีไซน์น้ำหนักเบา พับเก็บได้ และสวมใส่สะดวก

6. หูฟังบลูทูธ JBL Tune Beam 2

หูฟังไร้สายพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับได้ รองรับ JBL Pure Bass, Spatial Sound และใช้งานได้นานสูงสุด 48 ชั่วโมง

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tune Beam 2
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

สำหรับผู้ที่ใช้ หูฟังทั้งฟังเพลง ดูภาพยนตร์ เล่นเกม และรับสายเป็นหลัก Tune Beam 2 มาพร้อมไดรเวอร์ไดนามิก 10 มม. รองรับ JBL Pure Bass และ JBL Spatial Sound ปรับแต่งเสียงผ่านแอป JBL Headphones และ Personi-Fi 3.0 ได้ จุดขายอยู่ที่ไมโครโฟน 6 ตัวพร้อม Beamforming ในระดับราคาที่ย่อมเยา จึงเน้นกลุ่มที่คุยสายบ่อย

ระบบ Adaptive Noise Cancelling ทำงานร่วมกับ Smart Ambient แบตเตอรี่รวมสูงสุด 48 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC ส่วนเปิด ANC ตัวหูฟังใช้ได้ 8 ชั่วโมงและชาร์จเพิ่มจากเคสอีก 24 ชั่วโมง ตัวหูฟังมีมาตรฐาน IP54 แต่ควรทราบว่ามาตรฐานนี้ครอบคลุมเฉพาะตัวหูฟัง ไม่รวมเคส รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่รับสายหรือประชุมออนไลน์เป็นประจำและอยากได้ไมค์หลายตัวในงบไม่สูง แต่ถ้าต้องการเลือกรูปแบบจุกได้หลากหลายกว่า JBL Tune Flex 2 จะยืดหยุ่นกว่า

7. JBL Tune Flex 2

หูฟังไร้สายพร้อม Adaptive Noise Cancelling มี JBL Pure Bass, Spatial Sound และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 48 ชั่วโมง

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Tune Flex 2
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

รุ่นนี้เด่นเรื่องการปรับลักษณะการสวมใส่ เพราะให้จุกมาทั้งแบบเปิดและแบบซีลในกล่องเดียว จึงเหมาะกับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าชอบการสวมแบบไหน หรืออยากสลับตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นที่ Tune Beam 2 ในอันดับ 6 ไม่มี ตัวหูฟังใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 12 มม. ที่ใหญ่กว่าหลายรุ่นในลิสต์ รองรับ JBL Pure Bass และ JBL Spatial Sound

ระบบตัดเสียงรบกวนเป็นแบบ Adaptive Noise Cancelling พร้อมโหมดเสียงรอบข้าง Smart Ambient, Ambient Aware และ TalkThru สำหรับคุยโดยไม่ต้องถอดหูฟัง ใช้ไมโครโฟน 6 ตัวสำหรับการสนทนา ปรับ EQ และตั้งค่าเสียงเฉพาะบุคคลด้วย Personi-Fi 3.0 ผ่านแอปได้ แบตเตอรี่เมื่อปิด ANC ใช้ได้สูงสุด 12 ชั่วโมง ชาร์จเพิ่มจากเคสได้อีก 36 ชั่วโมง ส่วนเมื่อเปิด ANC ใช้ได้ 8 ชั่วโมงและเคสเพิ่มให้อีก 24 ชั่วโมง ตัวหูฟังรองรับมาตรฐาน IP54 เฉพาะตัวหูฟัง เหมาะกับคนที่ใช้การสวมใส่ทั้งสองรูปแบบสลับกัน แต่ถ้าใช้แบบใดแบบหนึ่งชัดเจนอยู่แล้ว รุ่นที่เจาะจงมาทางเดียวก็ตอบการใช้งานได้เช่นกัน

8. JBL Reflect Flow Pro

หูฟังไร้สาย สำหรับใช้งานระหว่างทำกิจกรรม มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Smart Ambient

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Reflect Flow Pro
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

สำหรับผู้ที่ต้องการหูฟังไว้ใช้ระหว่างทำกิจกรรมหรือพกออกนอกบ้าน Reflect Flow Pro ใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 6.8 มม. ซึ่งเล็กที่สุดในลิสต์นี้ พร้อมระบบ Adaptive Noise Cancelling และ Smart Ambient จุดที่แยกรุ่นนี้ออกจากตัวอื่นชัดที่สุดคือมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น จึงวางตำแหน่งมาเพื่อสายกิจกรรมโดยเฉพาะ

การสนทนาใช้ไมโครโฟนรวม 6 ตัว รองรับสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google หรือ Alexa จุดเด่นคือมาตรฐาน IP68 ที่ระบุการกันฝุ่นและอยู่ในน้ำลึก 1.5 เมตรได้นานสูงสุด 30 นาที ซึ่งสูงกว่ารุ่น IP54 อื่นๆ ในลิสต์ แบตเตอรี่สูงสุด 10 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC รวมเคส 30 ชั่วโมง พร้อมชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi ในกล่องมีจุกสามขนาดและ POWERFINS สี่ขนาด รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่เน้นความทนทานต่อน้ำและเหงื่อพร้อมชาร์จไร้สาย แต่แลกมากับแบตรวมที่สั้นกว่ารุ่นอื่น จึงอาจไม่เหมาะหากเน้นใช้ต่อเนื่องยาวๆ

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายแบบ True Wireless พร้อม Adaptive Noise Cancelling, Smart Ambient, ไมโครโฟน 6 ตัว, IP68 และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 30 ชั่วโมง

9. JBL Wave Beam 2

หูฟังไร้สายพร้อม Active Noise Cancelling และ Smart Ambient
มาพร้อม JBL Pure Bass, ไมโครโฟน 4 ตัว และแบตเตอรี่สูงสุด 40 ชั่วโมง

ยี่ห้อ / รุ่นJBL Wave Beam 2
ประเภทหูฟังหูฟังไร้สายแบบ True Wireless

อีกหนึ่งรุ่นสำหรับใช้งานประจำวัน Wave Beam 2 เหมาะกับการฟังเพลง ดูวิดีโอ รับสาย หรือพกติดตัว ภายในใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 8 มม. พร้อม JBL Pure Bass จุดวางตำแหน่งของรุ่นนี้คือตัวเริ่มต้นที่ยังมี ANC ในราคาประหยัด จึงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่งบจำกัดแต่ยังอยากได้ระบบตัดเสียง
ระบบ Active Noise Cancelling ช่วยลดเสียงรอบข้าง ส่วน Smart Ambient เปิดรับเสียงภายนอกได้ การสนทนาใช้ไมโครโฟน 4 ตัว ซึ่งน้อยกว่ารุ่น 6 ไมค์อย่าง Tune Beam 2 จึงเหมาะกับคนที่คุยสายไม่บ่อยเท่า รองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair แบตเตอรี่สูงสุด 10 ชั่วโมงต่อรอบและเพิ่มจากเคสราว 30 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC ชาร์จ 10 นาทีใช้ต่อได้ราว 3 ชั่วโมง ตัวหูฟังมี IP54 ส่วนเคสอยู่ที่ IPX2 รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่อยากได้หูฟัง ANC ใช้ทั่วไปในงบเบาๆ

จุดเด่น

  • หูฟังไร้สายแบบ True Wireless มาพร้อม Active Noise Cancelling, Smart Ambient, JBL Pure Bass และแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 40 ชั่วโมง

10. หูฟัง JBL TUNE 520C

หูฟังมีสายแบบครอบหู เชื่อมต่อผ่าน USB-C รองรับเสียง Hi-Res พร้อมปุ่มควบคุม ไมโครโฟน และดีไซน์พับเก็บได้

ยี่ห้อ / รุ่นJBL TUNE 520C
ประเภทหูฟังหูฟังมีสายแบบครอบหู

ปิดท้ายด้วย หูฟังมีสาย สำหรับผู้ที่ไม่อยากดูแลแบตเตอรี่หรือเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ตัวหูฟังใช้สาย USB-C ต่อกับโทรศัพท์ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่รองรับการส่งเสียงผ่านพอร์ตนี้ได้ โดยควรตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน จุดที่ต่างจากอีก 9 รุ่นชัดเจนคือเป็นรุ่นเดียวที่มีสายและไม่มีแบตเตอรี่ จึงตอบโจทย์คนละกลุ่มกับรุ่นไร้สายทั้งหมด

ภายในใช้ไดรเวอร์ไดนามิก 32 มม. รองรับ Hi-Res 96kHz/24bit พร้อม JBL Pure Bass และพรีเซ็ต EQ สามโหมด (เริ่มต้น, Bass, Vocal) สายเป็นแบบแบนมีรีโมตสามปุ่มพร้อมไมโครโฟนสำหรับควบคุมเพลงและรับสาย โครงพับเก็บได้ ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดและมักมีราคาต่ำที่สุดในลิสต์ แต่แลกมากับความคล่องตัวที่น้อยกว่าเพราะมีสาย รุ่นนี้เหมาะกับผู้ต้องการหูฟังไว้ฟังเพลงหรือรับสายที่เสียบแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่หูฟัง

วิธีการเลือก ซื้อ หูฟังJBL รุ่นไหนดี

เลือกตามลักษณะการใช้งาน

แต่ละคนอาจมีลักษณะการใช้งานไม่เหมือนกัน การเลือกหูฟังเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้เลือกตามลักษณะการใช้งาน เช่น ใส่ระหว่างออกกำลังกาย เหมาะกับหูฟังแบบไร้สายเพื่ออิสระในการเคลื่อนไหว หากเน้นคุณภาพเสียงเป็นหลักอยู่กับที่ไม่ได้เคลื่อนไหว หูฟังแบบมีสายจะให้เสียงที่ดีมากกว่า หรือหากต้องการใช้งานแบบอเนกประสงค์แบบมีหูฟังอันเดียวก็เลือกแบบที่สามารถใช้งานได้ทั้งแบบไร้สายและมีสาย

เลือกหูฟัง JBL ตามรุ่นที่คุณชื่นชอบ

  • หูฟัง JBL Quantum
    JBL Quantum เป็นหูฟังที่ออกแบบสำหรับเกมเมอร์ โดยเฉพาะ มีความโดดเด่นตั้งแต่การดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว มีไฟ RGB บนหูฟัง เพื่อสร้างบรรยากาศในการเล่นเกม มีให้เลือกหลายรุ่น หลายราคา ตอบโจทย์เกมเมอร์ทุกระดับ นอกจากนี้ ยังเน้นคุณภาพเสียงที่มีระบบเสียงรอบทิศทาง เน้นมิติทางเสียงที่ชัดเจน เพื่อฟังทิศทางของศัตรูมี Sound Stage ที่กว้าง ในรุ่นราคาสูงมีฟีเจอร์เสียง 3 มิติ ทำให้ทิศทางเสียงมีความชัดเจน JBL Quantum ออกแบบไมโครโฟนให้สามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกเพื่อให้พูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นๆในทีมได้
  • หูฟัง JBL Live
    หูฟัง JBL Live Series เป็นหูฟังไร้สายเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth ในระบบ True Wireless ซึ่งมีทั้งแบบ Headphone และแบบ In Ear ดีไซน์ทันสมัยเข้ากับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่มีเสียงดัง เหมาะกับการสวมใส่ที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มาพร้อมเทคโนโลยี ระบบตัดเสียงรบกวน เพื่อให้ฟังเพลงได้เต็มที่โดยไม่มีเสียงภายนอกรบกวน และหากต้องการรับฟังแบบรับเสียงจากภายนอก หรือกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
  • หูฟัง JBL Endurance
    หูฟัง JBL Endurance เป็นหูฟังที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชอบการฟังเพลงระหว่างการออกกำลังกายมี “PowerHook™” มีลักษณะเป็นเหมือนตะขอสำหรับใช้เกี่ยวใบหูเพื่อความแน่นหนาไม่หลุดง่ายระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกาย สวมใส่สบายไม่หลุดง่าย สามารถกันเหงื่อกันน้ำได้ดี ตั้งแต่ IPX5 – IPX7 ป้องกันไม่ให้เหงื่อ, ละอองฝน หรือของเหลวต่าง ๆ เล็ดลอดเข้าไปทำลายแผงวงจรภายในหูฟัง น้ำหนักเบา รองรับระบบสัมผัส มีไมโครโฟนในตัวเพื่อใช้ในการรับโทรศัพท์ และควบคุมการเปลี่ยนหรือเร่งเสียงผ่านตัวหูฟังได้สะดวก และสามารถใช้แบตเตอรี่ต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ชั่วโมง ฟังเพลงต่อเนื่องได้ยาวๆ
  • หูฟัง JBL Tune
    หูฟัง JBL Tune เป็นหูฟังที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานหูฟังแบบอเนกประสงค์ทำงานได้หลายๆอย่างทั้งการฟังเพลงและการพูดคุยสนทนาผ่านไมโครโฟน สำหรับคนที่ต้องการใช้งานหูฟังเพียงอันเดียว ระบบเสียง JBL Pure Bass Sound ให้เสียงเบสมวลอุ่นๆละมุนๆ ไม่หนักจนเกินไป ฟังได้ทุกแนวเพลง ไมโครโฟน ระบบ Hands-free ใช้งานง่าย ด้วยการควบคุมด้วยปุ่มเดียว สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ชั่วโมง เป็นหูฟังแบบเสียบหูมีตัวเก็บหูฟังที่สามารถชาร์จได้

ตัดเสียงรบกวนภายนอก

ฟังก์ชั่น การตัดเสียงรบกวนจากภายนอก ( Active Noise Cancelling : ANC ) เป็นสิ่งที่จำเป็น ช่วยเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงหรือการพูดคุยสนทนา สามารถตัดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพบได้ในซีรีย์ Endurance หลายรุ่น มีระบบ Ambient Aware ที่สามารถเลือกตั้งค่าเพื่อรับฟังเสียงจากภายนอกได้

เลือกหูฟัง JBL ของแท้

หูฟังJBL มีของ ปลอมเยอะมากในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องสังเกตให้ดี เลือกซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สังเกตที่ Packaging มีตัวซีเรียลนัมเบอร์ มีโค้ดสติ๊กเกอร์ และมีแบรนด์ JBL ติดอยู่ที่ข้างกล่องตัวโลโก้ JBL ติดอยู่ สายหูฟังจะมีสีส้มซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ รวมถึงตัวหูฟังจะถูกสลัก Serial Number หรือถูกพิมพ์ติด

Author

  • author kuka photo profile

    คุณธณภัทร มีความรู้ และความสนใจในเรื่องฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเป็นผู้ที่ชื่นชอบ ข่าวสาร เกี่ยวกับ เทคโนโลยีใหม่ๆ และนอกจากนั้นยังชื่นชอบที่จะได้ทดลองใช้งานอุปกรณ์ITที่ทันสมัย อัพเดทอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน หูฟัง รวมถึงGadgetต่างๆ

บทสรุป

หูฟัง JBL มีให้เลือกหลากหลายรุ่นครอบคลุม การใช้งานหลายรูปแบบ ตั้งแต่รุ่นที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนและโหมดเสียงรอบข้างสำหรับคนที่ใช้งานหลายสถานการณ์ รุ่นที่ให้จุกหูฟังทั้งแบบเปิดและแบบซีลมาในกล่องเดียวสำหรับคนที่อยากสลับการสวมใส่ได้ตามต้องการ ไปจนถึงรุ่นแบบมีสาย USB-C ที่เสียบแล้วใช้ได้เลยโดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ แต่ละรุ่นมีจุดเด่นที่ต่างกันทั้งเรื่องระบบเสียง แบตเตอรี่ ไมโครโฟน และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น

การเลือกหูฟัง JBL ให้เหมาะกับตัวเอง ควรเริ่มจากรูปแบบการใช้งานหลักก่อนว่าเน้นฟังเพลง คุยสาย ออกกำลังกาย หรือใช้งานทั่วไป จากนั้นจึงดูฟีเจอร์ที่จำเป็นอย่างระบบตัดเสียงรบกวน ระยะเวลาแบตเตอรี่ และการปรับแต่งเสียงผ่านแอป ประกอบกับงบประมาณที่ตั้งไว้ การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้นมากนั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง